วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ในจังหวัดเชียงใหม่ มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ ราชกุฏาคาร,
วัดโชติการาม สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ ๗ แห่งราชวงศ์มังราย
ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัด สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างในปี พ.ศ. ๑๙๓๔
วัดเจดีย์หลวงเป็นพระอารามหลวงแบบโบราณ มีการบูรณะมาหลายสมัย ปัจจุบันมีขนาดความกว้างด้านละ ๖๐ เมตร เป็นองค์พระเจดีย์ที่มีความสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในเชียงใหม่ิพระวิหารหลวงประวัติจุลศักราช ๒๘๙ (พ.ศ. ๑๘๗๔) พระเจ้าแสนภู โปรดให้สร้างเมืองเชียงแสน
และต่อมาอีก ๔ ปีทรงสร้างมหาวิหารขึ้นในท่ามกลางเมืองเชียงแสน คือวัดเจดีย์หลวงองค์ที่ ๑
ซึ่งอยู่ในวัดพระเจ้าตนหลวง เมืองเชียงแสน
สมัยพระเจ้าแสนเมืองมาซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้ากือนา ขณะที่มีพระชนมมายุ ๓๙ ปี พระองค์โปรดให้สร้างพระเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่ แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จดีก็ทรงสวรรคต พระราชินีผู้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ได้โปรดให้ทำยอดพระธาตุเจดีย์หลวงจนแล้วเสร็จ
ปี พ.ศ. ๒๐๕๕ พระราชา (พระเมืองแก้ว) พร้อมด้วยชาวเมืองทั้งหลาย เอาเงินมาทำกำแพงล้อมพระธาตุเจดีย์หลวง ๓ ชั้นได้เงิน ๒๕๔ กิโลกรัม จากนั้นจึงได้เอาเงินมาแลกเป็นทองคำจำนวน ๓๐ กิโลกรัม แล้วแผ่เป็นแผ่นทึบหุ้มองค์พระธาตุเจดีย์หลวง เมื่อรวมกับทองคำที่หุ้มองค์พระเจดีย์หลวง
อยู่เดิม ได้น้ำหนักทองคำถึง ๒,๓๘๒.๕๑๗ กิโลกรัม ประมาณ พ.ศ. ๒๐๘๘
สมัย”พระเจ้าติโลกราช” รัชกาลที่ ๙ แห่งราชวงศ์มังราย พ.ศ.๑๙๘๕ - ๒๐๓๐
โปรดให้ “หมื่นด้ามพร้าคต” เป็นนายช่างใหญ่สร้างเสริมเจดีย์ใหม่ เริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๐๒๐
แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๒๕ โดยขยายฐานให้กว้างออกถึง ๕๖ เมตร สูง ๙๕ เมตร
สามารถมองเห็นได้แต่ไกล
พระแก้วมรกตประดิษฐานที่มุขด้านตะวันออกของพระเจดีย์เป็นเวลานานถึง ๘๐ ปี
ตั้งแต่พ.ศ. ๒๐๑๐ - ๒๐๙๑
ก่อนพระไชยเชษฐาธิราช จะอัญเชิญเสด็จสู่เมืองเชียงทอง หลวงพระบาง
ต่อมาประดิษฐานที่นครเวียงจันท์ ก่อนเสด็จมาประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศสาดาราม กรุงเทพ
พระมหาเทวีจิระประภา รัชกาลที่ ๑๕ แห่งราชวงศ์มังราย พ.ศ. ๒๐๘๘ - ๒๐๘๙
ต่อมามีฝนตกหนัก และเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
เป็นสาเหตุให้ส่วนยอดของเจดีย์หักพังเหลือเพียงครึ่งองค์
เกิดรอยร้าวที่องค์พระเจดีย์สุดที่จะแก้ไขได้ จึงถูกทิ้งร้างมานานถึง ๔๔๕ช้างรอบพระธาตุเจดีย์หลวง
มหาเจดีย์หลวงที่พระนางเจ้าติโลกจุฑาราชเทวีทรงก่อสร้างนั้น
พระนางทรงให้ยกฉัตรยอดมหาเจดีย์ แล้วปิดด้วยทองคำ พร้อมทั้งเอาแก้ว ๓ ลูก
ใส่ยอดมหาเจดีย์นั้นไว้ ประดับด้วยโขงประตูทั้ง ๔ ด้าน มี พระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่งในโขง
ทั้ง ๔ ด้าน มีรูป พญานาคปั้นเต็มตัว ๘ ตัว ตัวละ ๕ หัว อยู่ใน ๒ ข้างบันได รูปปั้นราชสีห์ ๔ ตัว
ตั้งอยู่ตรงสี่มุมของมหาเจดีย์ มีรูปปั้นช้างค้ำรายล้อมรอบองค์เจดีย์หลวงนั้นมี ๒๘ เชือก
แต่ในประวัติศาสตร์มีเพียง ๘ เชือกเท่านั้น ที่มีการตั้งชื่อให้เฉพาะ
ซึ่งชื่อช้าง ๘ เชือกที่ล้อมเจดีย์หลวง นับจากนับตามลำดับตั้งแต่ตัวที่อยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
(ทิศอีสาน) เวียนมาตามทอศตะวันออก มีดังนี้ตัวที่ ๑ เมฆบังวัน
ตัวที่ ๒ ข่มพลแสน
ตัวที่ ๓ ดาบแสนด้าม
ตัวที่ ๔ หอกแสนลำ
ตัวที่ ๕ ก๋องแสนแหล้ง
ตัวที่ ๖ หน้าไม้แสนเปียง
ตัวที่ ๗ แสนเขื่อนก๊าน
ตัวที่ ๘ ไฟแสนเต๋าการสร้างรูปปั้นช้างนั้น เป็นการส่งเสริมกำลังเมืองในทางด้านไสยศาสตร์เพื่อให้เมืองมีความแข็งแรงยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีพิธีการสักการบูชาพญาช้างทั้ง ๘ เชือก เพราะเชื่อว่า จะทำให้เกิดสวัสดิมงคล
นำความสงบสุขมาสู่บ้านเมือง ศัตรูไม่กล้ามารุกรานย่ำยีเมืองได้ เพราะชื่อพญาช้างที่ตั้งขึ้นนั้น
เป็นพลังอำนาจก่อเกิดเดชานุภาพ อิทธิฤทธิ์ ข่มขู่บดบัง ขวางกั้น กำจัด
ปราบปรามอริราชศัตรูที่จะมารุกราน ให้แพ้ภัยแตกพ่ายหนีไปเอง ซึ่งแต่ละชื่อมีความหมายดังนี้
๑. เมื่อศัตรูยกพลเสนามารุกราน ล่วงล้ำเข้ามาในเขตพระราชอาณาจักร จะเกิดอาเพศ
ท้องฟ้ามืดมิดด้วยเมฆหมอกปกคลุม ธรรมชาติวิปริตแปรปรวน น่ากลังยิ่งนัก
ทำให้ผู้รุกราหวาดผวาภัยพิบัติ ตกใจกลัวแตกพ่ายหนีไป
จึงได้ชื่อว่า “เมฆบังวัน”๒. เมื่อผู้รุกรานยกทัพเข้ามาใกล้ แม้จะมีพลโยธาทหารกล้าเรือนแสน
ก็จะเกิดอาการมึนเมาลืมหลง ไม่อาจครองสติยับยั้งอยู่ได้ ต้องระส่ำระส่าย แตกพ่ายหนีไป
จึงได้ชื่อว่า “ข่มพลแสน”๓. เมื่อข้าศึกศัตรูผู้รุกรานเข้ามา แม้จะมีกำลังพลมากมาย มีศาตรา มีด พร้า ด้ามคมเป็นแสนๆเล่ม
ก็ไม่อาจเข้าใกล้ทำร้ายได้ มีแต่จะเกิดหวาดหวั่นขาดกลัวแตกหนีไป
จึงได้ชื่อว่า “ดาบแสนด้าม”๔. เมื่อข้าศึกศัตรูผู้รุกรานเข้ามารานรบ แม้จะมีกำลังพลกล้าหาญมากมาย มีศาสตราอันคมยาว
หอกแหลนหลาวเป็นแสน ก็ไม่อาจเข้ามาราวีได้ จึงต้องแตกพ่ายหนีไป
จึงได้ชื่อว่า “หอกแสนลำ”๕. เมื่อข้าศึกศัตรูผู้รุกรานเข้ามา แม้จะมีกำลังพลจำนวนมาก มีอาวุธปืนเป็นแสนกระบอก
ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้ ต้องแตกพ่ายหนีไป
จึงได้ชื่อว่า “ปืนแสนแหล้ง”๖. เมื่อผู้รุกรานบุกรุกเข้ามา แม้จะมีกำลังพลมากมาย มีหน้าไม้คันธนูเป็นแสนๆ
ไม่สามารถทำอันตรายได้ ต้องแตกพ่ายหนีไป
จึงได้ชื่อว่า “หน้าไม้แสนเกี๋ยง”๗. เมื่อข้าศึกอาจหาญล้ำแดนเข้ามา แม้ด้วยกำลังพลหัตถีนึก กองทัพช้างมีเป็นแสนเชือก
ก็ไม่อาจหักหาญเข้ามาได้ มีแต่จะอลม่านแตกตื่นแกหนีไปสิ้น
จึงได้ชื่อว่า “แสนเขื่อนกั้น” (บางแห่งเป็น แสนเขื่อนก๊าน)๘. เมื่อข้าศึกเข้ามาหมายย่ำยี ก็จะเกิดอาการร้อนเร่าเหมือนเพลิงเผาผลาญรอบด้าน เลยแตกพ่ายหนีไปด้วยความทุกข์ทรมาน
จึงได้ชื่อว่า “ไฟแสนเต๋า”
หลังจากพระเจดีย์หลวงถูกทิ้งให้ร้างมานานกว่า ๔๔๕ ปี กระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๒๓ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗
ได้รื้อพระวิหารหลังเก่าและสร้างวิหารหลวงขึ้นใหม่ด้วยไม้ทั้งหลัง ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๔๘๑
สมัยพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย
ถือได้ว่าเป็นทศวรรษแห่งการบูรณะครั้งสำคัญของวัดพระเจดีย์หลวง ได้มีการรื้อถอนสิ่งปรักหักพัง
แผ้วถางป่าที่ขึ้นปกคุลมโบราณสถานต่างๆ ออก
แล้วสร้างเสริมเสนาสนะขึ้นใหม่ให้เป็นวัดสมบูรณ์แบบในเวลาต่อมา
พระเจดีย์หลวง ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่โดยกรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๓ ใช้งบประมาณในการบูรณะถึง ๓๕ ล้านบาท แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕นาคคู่นี้เป็นฝีมือเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่เดิมได้ชื่อว่าเป็นนาคที่สวยที่สุดของภาคเหนือเสาอินทขีลเสาอินทขีล หรือ เสาหลักเมือง ตั้งอยู่กลางวิหารจตุรมุขศิลปะแบบล้านนาประยุกต์
เป็นเสาอิฐก่อปูนตัดกระจกสี รอบเสาวัดได้ ๕.๖๗ เมตร สูง ๑.๓๐ เมตร
แท่นพระบนเสาอินทขิลสูง ๙๗ เซนติเมตร รอบแท่นวัดได้ ๒.๔ เมตร
บนเสาอินทขิลมีพะรพุทธรูปทองสำริดปางรำพึง ประดิษฐานอยู่ภายในบุษบก
พลตรี เจ้าราชบุตร (วงศ์ตะวัน ณ เชียงใหม่) นำมาถวายวัดเจดีย์หลวงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๔
เพื่อให้ชาวเมืองได้สักการะคู่กันตำนานเสาอินทขีลเสาอินทขีล เป็นเสาปูนปั้นตั้งอยู่กลางวิหารอินทขีลในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร แต่เดิมมีเฉพาะเสาล้วน ๆ ต่อมามีการประดับกระจกตกแต่งให้สวยงาม ได้นำพระพุทธรูปปางรำพึง
ขึ้นประดิษฐานบนเสานั้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน กล่าวถึงเสาอินทขีล
ในความเป็นจริงแล้วมิได้มีเฉพาะเสาอินทขีลที่วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่เท่านั้น
หากแต่ยังมีที่ประตูเมืองทั้งห้าของเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งแจ่งเมืองทั้งสี่ด้วย
ทั้งนี้จากการศึกษาของศาสตราจารย์ ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี พบว่าทุกประตูเมืองมีเสาอินทขีล
ยกเว้นประตูท่าแพซึ่งมีการเคลื่อนย้ายไป (น่าจะเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงใหม่)
ในครั้งที่มีการสร้างประตูท่าแพขึ้นใหม่ ส่วนที่แจ่งต่างๆ
ที่พบแล้วมีปรากฏที่แจ่งหัวรินและแจ่งกระต๊ำ
เสาอินทขีลที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปได้แก่ เสาอินทขีลที่ตั้งอยู่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
ซึ่งมีการเขียนตำนานเล่าความเป็นมาว่าเดิมเป็นเสาหินที่อยู่บนสวรรค์
พระอินทร์สั่งให้กุมภัณฑ์สองตนนำมาตั้งไว้ในเมืองนพบุรี(เชียงใหม่)
เพื่อบันดาลโชคลาภและป้องกันภัย ต่อมาผู้คนกระทำการอันเป็นการไม่ให้ความเคารพต่างๆ
นานา กุมภัณฑ์ไม่พอใจจึงหามกลับเมืองสวรรค์ เมื่อชาวเมืองเดือดร้อนก็ไปขอพระอินทร์อีกคราวนี้พระอินทร์ให้ชาวเมืองก่อเองโดยให้หล่ออ่างขาง (กะทะ) ขนาดใหญ่
แล้วให้หล่อรูปคนให้มากพอ "ร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา" หล่อรูปสัตว์นานาอาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด
ไก่ หมู หมา แพะ แกะ กวาง ลิง รวมทั้งปลา ปู หอย กุ้ง จระเข้ มังกร ตลอดจนตะขาบ แมลงป่อง
ลงใส่ในอ่างขางจากนั้นให้ขุดดินฝังอ่างขางนั้นลึกลงดินถึง ๙ ศอก
แล้วก่อรูปเสาอินทขีลบนดินนั้น เพื่อไว้เป็นที่สักการบูชาแก่ชาวเมือง ในส่วนของประวัติศาสตร์
เมื่อสืบค้นดูพบเรื่องของอินทขีลในเอกสารโบราณ
โดยเฉพาะตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับวัดพระงาม ผูกที่ ๗ และผูกที่ ๘
โดยข้อความตอนหนึ่งในผูกที่ ๗ กล่าวถึงการสร้างพระวิหารอินทขีล ดังความว่า "…เถิงศักราช
๑๑๕๖ ตัว ปีกาบยี (พ.ศ. ๒๓๓๗ ปีขาล ฉศก) เดือน ๘ เพ็ง (วันเพ็ญเดือน ๖ ของภาคกลาง)
เม็งวัน ๑ (อาทิตย์) ปฐมมูลศรัทธาเจ้ามหาอุป-ราชา ได้สร้างพระ วิหารวัดอินทขีล"
และข้อความอีกตอนหนึ่งในผูกเดียวกันว่า (ศักราช ๑๑๖๖ คือ พ.ศ. ๒๓๔๗) … อยู่เถิงเดือน ๕
เพง (วันเพ็ญเดือน ๓ ของภาคกลาง) เม็งวัน ๕ (พฤหัสบดี)
ปฐมมหามูลสัทธาสมเด็จพระเป็นเจ้าเชียงใหม่องค์เป็นพระวรราชเชฎฐาธิราชะได้
สร้างอารามวัดอินทขีล" ในช่วง พ.ศ. ๒๓๓๗
และพ.ศ. ๒๓๔๗ เป็นช่วงสมัยของพระเจ้ากาวิละ และหลังจากนั้น ในผูกที่ ๘
มีข้อความกล่าวถึงการยกมณฑปหออินทขีลในพ.ศ. ๒๓๖๐ ว่า (ศักราช ๑๑๗๙)
"…ยามนั้นยกมัณฑัปปะหออินทขีล แลแรกก่อสร้างยังเจติยะธาตุเจ้ายังวัดพระสิงห์"
ซึ่งพ.ศ.นี้ เป็นช่วงหลังสมัยพระเจ้ากาละเพราะพระองค์สวรรคตปี พ.ศ. ๒๓๕๘
ประเด็นในความเป็นมายังมีรายละเอียดซับซ้อนอีกมาก ซึ่งคงต้องศึกษาอย่างรอบคอบต่อไป
แต่ประเด็นที่น่าสนใจยิ่ง ศาสตราจารย์ ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี ท่านให้ข้อคิดว่า
สิ่งที่โบราณท่านสะท้อนความคิดออกไว้เป็นที่ชัดเจนว่า บุคคลไม่ว่าชาติใด ภพใด
สัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสัตว์บกสัตว์น้ำหรือแมลงที่อาศัยอยู่ใน อ่างขาง
คือแผ่นดินที่มีทิวเขาล้อมรอบแห่งนี้ย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งสิ้น
เสาอินทขีลที่สร้างขึ้นนั้นมิได้หมายถึงเสาอย่างที่กำแพงเมือง แต่เป็นเสาแห่งปฏิญญาคือ
"ความมั่นคง" ทุกชีวิตไม่ว่าจะมาจากไหนจะต้องสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวในเมืองนี้
ซึ่งทุกปีทุกคนทุกหมู่เหล่าจะมาทำพิธีแสดงถึงสามัคคีธรรมที่ข่วงอินทขีล
ที่มีเสาอินทขีลเสาแห่งปฏิญญาฟ้าเวียงพิงค์กิจกรรมในประเพณีเข้าอินทขิล๑. พิธีบูชาเสาอินทขิล พิธีนี้กระทำโดยการจุดธูปเทียน บูชาอินทขิล กับรูปกุมภัณฑ์ และฤาษี
ทั้งนี้เพื่อให้บ้านเมืองอยู่สงบสุขร่มเย็น ช่วงเวลาสำหรับ ทำพิธีบูชาเสาอินทขิล คือ
ช่วงปลายเดือน ๘ ต่อต้นเดือน ๙ วิหารอินทขิล จะเปิดให้ประชาชน เข้าไปสักการบูชา
ตั้งแต่เช้า ซึ่งจะต้องทำพิธี พลีกรรม เครื่องบูชาดังนี้ การบูชาอินทขิล
เครื่องบูชามี ข้าวตอกดอกไม้ และเทียน ๘ สวย พลู ๘ สวย ดอกไม้เงิน ๑ ผ้าขาว ๑ รำ
ช่อขาว ๘ ผืน มะพร้าว ๒ แคนง กล้วย ๒ หวี อ้อย ๒ เล่ม ข้าว ๔ ควัก (กระทง) แกงส้ม
แกงหวาน อย่างละ ๔ โภชนะอาหาร ๗ อย่าง ใส่ขันบูชา
การบูชาต้นยางหลวง ในวัดเจดีย์หลวง เครื่องบูชามี เทียน ๒ คู่ พลู ๒ สวย ดอกไม้ ๒ สวย
หมาก ๒ ขด ๒ ก้อม ช่อขาว ๔ ผืน หม้อใหม่ ๑ ใบ กล้วย ๑ หวี ข้าว ๔ ควัก
แกงส้มแกงหวานอย่างละ ๔ โภชนะอาหาร ๗ อย่าง การบูชากุมภัณฑ์ ๒ ตน ในวัดเจดีย์หลวง
ให้แต่งหอไม้อ้อต้นละหอ เครื่องบูชามีเทียนเงิน ๔ เล่ม เทียนคำ ๔ เล่ม ช่อขาว ๘ ผืน
ช่อแดง ๘ ผืน ฉัตรขาว ๒ ฉัตรแดง ๒ มะพร้าว ๔ แคนง กล้วย ๔ หวี อ้อย ๔ เล่ม ไหเหล้า ๔ ไห
ปลาปิ้ง ๔ ตัว เนื้อสุก ๔ ชิ้น เนื้อดิบ ๔ แกงส้มแกงหวานอย่าง ๔ เบี้ย ๑๓๐๐ หมก ๑๐๐๐
ผ้าขาว ๑ รำ อาสนะ ๑๒ ที่
การบูชาช้าง ๘ ตัว ที่พระเจดีย์หลวง ช้างแต่ละตัวมีเครื่องบูชาดังนี้ เทียนเงิน ๑ คู่ เทียนคำ ๑ คู่
ฉัตรแดง ช่อแดง ๑ มะพร้าว ๑ แคนง กล้วย ๑ หวี อ้อย ๑ เล่ม หญ้า ๑ หาบ หมาก ๑ ขด ๑ ก้อม
พลู ๑ เล่ม ข้างตอกดอกไม้แดง ๗ อย่าง ใส่ขันบูชา
๒. พิธีใส่ขันดอก เป็นพิธีที่กระทำต่อ จากการจุดธูปเทียนบูชาอินทขิล
ทางวัดจะเตรียมพานเรียงไว้เป็นจำนวนมากเพื่อให้ประชาชนนำดอกไม้ ที่ตนเตรียมมาไปวาง
ในพาน (ขัน) จนครบ เหมือนกับการใส่บาตรดอกไม้
การถวายดอกไม้เป็นการแสดงความเคารพบูชาแก่เสาอินทขิล กุมภัณฑ์ฤาษี และพระรัตนตรัย
๓. การใส่บาตรพระประจำวันเกิด นอกจากเปิดวิหารอินทขิล จัดพาน รับดอกไม้แล้ว ทางวัดยังได้จัดเตรียมบาตร ๗ ลูก วางไว้หน้าพระพุทธรูปประจำวันเกิดทั้ง ๗ วัน คือ
• วันอาทิตย์ - พระพุทธรูปปางถวายเนตร
• วันจันทร์ - พระพุทธรูปปางห้ามญาติ
• วันอังคาร - พระพุทธรูปปางไสยาสน์
• วันพุธ - พุทธรูปปางอุ้มบาตร
• วันพฤหัสบดี - พระพุทธรูปปางขัดสมาธิ
• วันศุกร์ - พระพุทธรูปปางรำพึง
• วันเสาร์ - พระพุทธรูปปางนาคปรก
๔. พิธีสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า พระเจ้าฝนแสนห่า คือ พระพุทธรูปซึ่งประดิษฐาน อยู่ที่วัดช่างแต้มซึ่งอยู่ใกล้ๆ วัดเจดีย์หลวง ชาวเชียงใหม่เชื่อว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีพุทธานุภาพ บันดาลให้ฝนตก ต้องตามฤดูกาล เทศบาลนครเชียงใหม่จึงอาราธนา มาประดิษฐาน บนรถแห่ไปตามถนน สำคัญ ใน เมืองให้ประชาชนสรงน้ำในวันแรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๘ ซึ่งเป็นวันเริ่ม งานประเพณี หลังจากนั้น ก็นำมาประดิษฐานไว้
๕. พิธีสืบชะตาเมือง พิธีสืบชะตาเมือง เป็นพิธีที่กระทำหลังจากสิ้นสุดการบูชาเสาอิทขิลแล้วระยะหนึ่ง แต่ก็ยังคง อยู่ในช่วงครึ่งแรก
ของเดือน ๙ เหนือ ประเพณีมีขึ้นเนื่องจาก เมืองเชียงใหม่ สร้างชื้นตามหลัก โหราศาสตร์ และ
การเลือกชัยภูมิ ตลอดจน มหาทักษา เพื่อให้ได้ชัยภูมิ เวลา และฤกษ์ที่เป็นมงคลอันจะบันดาล
ให้เมือง เจริญรุ่งเรือง สืบไปอย่างไรก็ตาม เมื่อวันเวลาผ่านไป ย่อมมีบางช่วง
ที่ดวงเมืองเบี่ยงเบน ตามลัคนา
การทำบุญสืบชะตาเมืองจะช่วยให้เคราะห์ร้ายลดลงและสถานการณ์ต่างๆ กลับดีขึ้นไป
การสืบชะตาของชาวล้านนาเทียบได้กับการทำบุญวันเกิด แต่มีพิธีการค่อนข้างละเอียดถี่ถ้วน
โดยมีความเชื่อว่า หากกระทำแล้วจะช่วย สืบ อายุให้ยืนยาวต่อไป พิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่
จะกระทำในตัวเมือง ๑๐ แห่ง คือที่กลางเวียง อันเคยเป็นสะดือเมือง ประตูทั้ง ๕ ประตู
และแจ่ง เวียง (มุมเมือง) ทั้ง ๔ แจ่ง เมื่อมีพระบรม ราชานุสรณ์ สามกษัตริย์ มาประดิษฐาน
ที่หน้าศาลากลางเก่า ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๖ การทำพิธีสืบชะตา ณ กลางเวียง ก็กระทำที่บริเวณอนุสาวรีย์ สามกษัตริย์ โดยมีพระสงฆ์ ๙ รูปที่เหลืออีก ๙ แห่ง
มีพระสงฆ์แห่งละ ๑๑ รูป รวมทั้งสิ้นเป็น ๑๐๘ รูป เท่ากับ จำนวน ๑๐๘ มงคลในลัทธิพราหมณ์
และเท่ากับ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ รวม ๑๐๘ ประการเช่นกัน
พิธีสืบชะตาเมือง ซึ่งเริ่มทำตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๑ นั้น จะกระทำขึ้นพร้อมๆกัน
ทุกจุดในเวลา ๐๗.๐๐ นาฬิกา จะเริ่มพิธีสืบชะตาเมือง โดยเริ่มด้วย การจุดธูปเทียนบูชา
พระรัตนตรัย สมาทานเบญจศีลพระภิกษุสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์แล้วแสดงธรรมเทศนา
เมื่อจบแล้วจึงถวาย ภัตตาหารเพล แก่พระสงฆ์ หลังจาก เพลมีพิธีถวายไทยทาน
พระสงฆ์อนุโมทนา ผู้ประกอบพิธี กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล แก่เทพยดาอารักษ์
ตลอดจนพระ วิญญาณ พญามังราย และเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ทุกพระองค์
คำบูชาเสาอินทขิล
“อินทะขีลัง สิทธิชัยยะ อินทะขีลัง สิทธิชัยยะ อินทะขีลัง มังคะลัตถิ อินทะขีลัง โสตถิมังคะลัง”ภายในวิหารพระนอนวิหารบูรพาจารย์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น